มีประเด็นถามมาว่า นายจ้างบังคับให้ลูกจ้างฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่ ?

Post on 20 พฤษภาคม 2564
by Area3
ฮิต: 15372

มีประเด็นถามมาว่า นายจ้างบังคับให้ลูกจ้างฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันโควิด 19 ได้หรือไม่

และออกประกาศคำสั่งว่าหากไม่ไปฉีดจะไม่จ่ายโบนัส เลื่อนขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน ลูกจ้างประจำปี

ขณะเดียวกันทางการหรือรัฐก็ขอความร่วมมือให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน แพทย์ท่านก็บอกว่า การฉีดจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ป้องกันโรคหรือลดความรุนแรงโรคโควิดได้
ในต่างประเทศประชาชนบางส่วนก็ต่อต้านเพราะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในร่างกาย สิทธิส่วนบุคคล และกลัวผลข้างเคียงการฉีด  บางหน่วยมีแรงจูงใจ ใครมาฉีดจะเเจกโดนัท หรือล้อตเตอรี่รัฐบาล หรือแจกกัญชาให้ฟรี

ประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังไม่ฉีด หรือลังเล ก็เนื่องจากขาดความมั่นใจในประสิทธิภาพของวัคชีนบางตัว กลัวผลข้างเคียงจากการฉีด ซึ่งปรากฎเป็นข่าวอยู่เนืองๆ แม้แพทย์อาจยื่นยันว่าไม่เกี่ยวกับการฉีด  บางคนก็รอวัคซีนทางเลือก อื่นๆ ที่ทางอนุญาต และกำลังนำเข้าจากต่างประเทศ (กรณีฉีดแล้วตาย รัฐก็จ่ายเพียง 4 เเสนบาทเอง)

ขณะที่การระบาดในระลอกล่าสุดมีการเพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว การเสียชีวิตจากโควิดก็มากขึ้น โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในสถานประกอบกิจการ ในโรงงานหรือที่พักคนงานก่อสร้าง
เหตุผลการแพร่ระบาดดังกล่าวนำมาซึ่งมาตรการของนายจ้าง โดยการออกคำสั่งประกาศให้ลูกจ้างต้องใส่แมส ห้ามเดินทางไปพื้นที่เสียง หรือห้ามไปกินเลี้ยงกันบุคคอื่น หากไปพื้นที่เสี่ยง จะต้องกักตัว ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือต้องไปตรวจหาเชื้อให้ปลอดจากโรคแล้วค่อยมาทำงาน หรือออกคำสั่งให้ไปฉีดวัคซีนกับทางการ หรือตามที่นายจ้างจัดให้ฉีด หากไม่ไปจะไม่ให้เข้าทำงานชั่วคราว หรือลงโทษทาง วินัย เลิกจ้าง ตัด หรือไม่ขึ้นค่าจ้าง สวัสดิการ เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้ เข้าใจในเจตนาของนายจ้างก็เพื่อป้องกันตัวลูกจ้าง คนรอบข้าง และไม่ให้มีการแพร่ระบาดในสถานประกอบการหรือที่ทำงาน เพราะหากมีการระบาดอาจถูกทางการสั่งปิด หยุดการผลิต การบริการกระทบต่อรายได้ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือของนายจ้างอย่างมาก

กลับมาประเด็นคำถามข้างต้น ถ้าการบังคับฉีดวัคซีนของนายจ้างหมายถึง การใช้กำลังกายภาพเอาตัวร่างกายลูกจ้างไปฉีด โดยที่ลูกจ้างไม่ยินยอม อันนี้ก็คงทำไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดสิทธิในร่างกายตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายกำหนดให้นายจ้างทำได้ ทำไปก็ผิดกฎหมายอาญา และเป็นการละเมิดสิทธิลูกจ้าง อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายให้เขา

แต่ถ้านายจ้างมีเหตุผลอันสมควรที่จะสั่งให้ลูกจ้างในโรงงาน หรือบริษัทไปฉีดวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกจ้าง ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด อันอาจจะเกิดขึ้นในโรงงาน หรือสถานประกอบการ คำสั่งนั้นยอมชอบด้วยกฎหมาย (เหตุผลอันสมควรนี้ อาจพิจารณาหลายๆ ส่วน เช่น มีการระบาด ติดเชื้อในที่ทำงาน มาแล้ว ประเภทกิจการ ตำแหน่งหน้าที่ลักษะงานของลูกจ้างแต่ละคน  ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือแพทย์  เป็นต้น)

ส่วนคำสั่งนั้นจะเป็นธรรมกับลูกจ้างหรือไม่ ก็ต้องพิจาณาในด้านตัวลูกจ้างคนนั้นประกอบด้วย เช่น เหตุผลทางด้านสุขภาพ โรคประจำตัว ค่าใช้จ่ายในการฉีด หรือเหตุอื่นๆที่ปฏิเสธในการฉีด เป็นต้น

ถ้าคำสั่งที่ให้ลูกจ้างไปฉีด เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกับลูกจ้าง แล้วลูกจ้างไม่ทำตาม นายจ้างก็อาจจะปฏิเสธมิให้เข้าทำงาน หรือ ลงโทษทางวินัย เช่น ออกหนังสือเตือน พักงาน 7 วันไม่จ่ายค่าจ้าง ก็ได้

หรือจะเลิกจ้างจ่ายค่าชดเชย หรือเงินอื่นตามสิทธิให้เขาไปก็ทำได้

แต่ถ้าจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ก็ต้องพิจารณาว่าไม่ทำตามคำสั่ง ระเบียบที่ให้ไปฉีดวัคซีน เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมอันเป็นกรณีร้ายแรง หรือไม่  ตาม ม.119(4) แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ

ถ้าไม่เข้าก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ถ้าเข้ากรณีร้ายแรง ก็ไม่ต้องจ่าย โดยการเลิกจ้างต้องระบุเหตุให้ลูกจ้างทราบขณะเลิกจ้างด้วยตาม ม.119 วรรคท้าย   

แล้วใครจะตัดสิน หากมีการเลิกจ้างด้วยเหตุดังกล่าวจริง ?

คำตอบก็คือ พนักงานตรวจแรงงาน หากไปยื่นคำร้องกับเขา และหรือศาลแรงงาน ศาลอุธรณ์ และศาลฎีกาหากจะสู้คดีให้ถึงที่สุด

เคยมีตัวอย่างศาลฎีกาตามฎีกาที่ 4962/2557 ตัดสินในคดีที่ลูกจ้างถูกเลิกจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างที่สั่งให้ลูกจ้างที่มีมูลเหตุจะเชื่อได้ว่าลูกจ้างเสพยาบ้า ไปตรวจว่าหายาเสพติดที่โรงพยาบาลของรัฐเพื่อยืนยันผล (เนื่องจากตรวจที่โรงงานมีผลฉี่เป็นสีม่วงยังไม่อาจยืนยันได้ชัดว่าเป็นยาเสพติด) แต่ลูกจ้างปฏิเสธไม่ไปตรวจโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอ้าง ศาลตัดสินว่าลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างในกรณีร้ายแรงนายจ้างเลิกจ้างได้ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ตัวอย่างนี้อาจจะนำมาเป็นแนวการพิจารณาวินัยฉัยกรณีลูกจ้างไม่ไปตรวจหาเชื้อ หรือไม่ไปฉีดวัคซีนตามที่นายจ้างสั่งได้

ถามต่อไปว่า ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานเองจะไปฟ้องให้ศาล เพิกถอนประกาศ คำสั่ง ของจ้างที่ให้ลูกจ้างไปตรวจ ได้หรือไม่ และอาจฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ที่ไม่ให้เข้าทำงาน อ้างว่ายังไม่ฉีดวัคซีน อันนี้ ถ้าศาลรับฟ้อง คือมองว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหน้าที่ของลูกจ้าง สหภาพฯ ศาลก็ต้องพิจารณาเช่นเดียวกันว่า คำสั่งของนายจ้างชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกับลูกจ้าง และเป็นการทำละเมิด ต้องใช้ค่าเสียหายหรือไม่ (หากศาลเห็นว่าไม่มีข้อโต้แย้งสิทธิหน้าที่ จะยกฟ้อง ไม่พิจารณาเนื้อหาคดีเลย)

ในต่างประเทศบังคับให้ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดต่อต่างๆ หากไม่ฉีด อาจถูกปฏิเสธมิให้เข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง เช่น เจ้าของโรงเรียมมิให้เด็กที่มิได้ฉีดวัคซีนเข้าเรียนหนังสือร่วมกับคนที่ฉีด แล้วมีการนำคดีไปฟ้องศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ฐานละเมิดสิทธิมนุษย์

หลายคดี ส่วนใหญ่ศาลยกฟ้อง โดยให้น้ำหนัก การป้องสุขภาพของบุคคลอื่นและประโยชน์สังคม มากกว่าสิทธิเสรีภาพสว่นบุคคล

การกำหนดมาตรให้ฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่มีเหตุผลความจำเป็น (ในทำนองข้อยกเว้นในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลในรัฐธรรมนูญ )อ้างจากบทความของ สกล หาญสุทธิวารินทร์ บังคับฉีดวัคซีน ละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือไม่ ในกรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznew.com/news

การออกมาตรการใดๆเกี่ยวกับการป้องกันโควิด ให้ลูกจ้างปฏิบัติ หรือ ไม่ปฏิบัติ หากลูกจ้างไม่ทำตามหรือไม่ยินยอม แล้วไปกระทบสิทธิเขา หากเอากฎหมายไปตัดสิน ชี้ถูกชี้ผิด ก็จะมีคนชนะ กับคนแพ้  แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายหันหน้ามาคุยกันด้วยเหตุด้วยผล นึกถึงใจเขา ใจเรา ใช้หลักเเรงงานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการแก้ไขปัญหา ก็จะชนะกันทุกฝ่าย สุดท้ายสังคมโดยส่วนรวมได้ประโยชน์

ภาพข่าวประกอบจาก อสมท.

 

Facebook : Narongrit Wannaso